ค้นหาอะไรก็เจอ :: Custom Search  
หน้าแรก ผลิตภัณฑ์เรา..ที่คุณตัดสินใจ นโยบายเพื่อลูกค้าคนสำคัญ อ่านก่อนซื้อเอ็นไซม ถาม-ตอบ เอ็นไซม สั่งซื้ออย่างมั่นใจ ติดต่อเรา

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player


อ่านก่อนซื้อเอ็นไซม์โปรไบโอติค


อ่านก่อนซื้อเอนไซม์...ทำความเข้าใจเรื่องเอนไซม์เสริม..ก่อนซื้อบริโภคเพื่อการบำบัด

รู้จักเอนไซม์ก่อนว่าคืออะไร และมีกี่ประเภท

เอนไซม์ คือ ตัวเร่งปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ เพื่อให้เร่งให้สารอาหารเปลี่ยนเป็นพลังงานให้ทันการใช้งานของเซลล์ ในอัตราเร่งปฏิกิริยาได้สูงถึง 100,000,000,000,000 เท่า หรือ 1014 เท่า แต่โดยปกติเอนไซม์จะเร่งให้เร็วขึ้น ประมาณ 1,000 เท่าขึ้นไป ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าปฏิกิริยาเคมีนี้เกิดเร็วในพริบตา

การทำปฏิกิริยาของเอนไซม์คือ การเปลี่ยนสารตั้งต้นให้เป็นผลผลิต โดยตัวเอนไซม์จะไม่เปลี่ยนแปลงยังคง สภาพ เท่าเดิมจำนวนเท่าเดิม และพร้อมจะ ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีได้อีกอย่างต่อเนื่อง

เอนไซม์กลุ่มที่ช่วยเร่งปฏิกิริยาในเซลล์นี้ คือ กลุ่มเอนไซม์เร่งการเผาผลาญ (Metabolic enzyme) ที่มีอยู่ ในเซลล์ต่างๆทั่วร่างกาย ซึ่งเอนไซม์กลุ่มนี้ร่างกายมีเอนไซม์อยู่ด้วยกันจำนวนมากและทำหน้าแตกต่างกันไป แต่สามารถแบ่งตามหน้าที่ได้ดังนี้

กลุ่มที่ 1) เอนไซม์เพื่อใช้ย่อยอาหาร หรือเรียกว่า เอนไซม์ย่อยอาหาร (Digestive enzyme) ที่ผลิตมาจาก ตับอ่อนของเรา ซึ่งประกอบด้วยเอนไซม์หลักดังนี้

เอนไซม์ย่อยโปรตีน (Protease enzyme) เป็นเอนไซม์ย่อย เนื้อสัตว์ และอาหารที่มีโปรตีน
เอนไซม์ย่อยไขมัน (Lipase enzyme) เป็นเอนไซม์ย่อย ไขมันต่างๆให้เป็นกรดไขมัน
เอนไซม์ย่อยแป้งและน้ำตาล (Amylase enzyme) เป็นเอนไซม์ย่อย อาหารประเภทแป้ง ถั่ว ข้าว และน้ำตาล

กลุ่มที่ 2) เอนไซม์เพื่อการเผาผลาญ หรือเรียกว่า เอนไซม์เผาผลาญ (Metabolic enzyme) เมตาบอลิค เอนไซม์ ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่สำคัญที่สุดของชีวิต ถ้าเอนไซม์กลุ่มนี้ค่อยๆลดลงเซลล์และอวัยวะต่างๆในร่างกาย จะค่อยๆเสื่อมสภาพลงและตายลงในที่สุดทุกครั้งที่เรากินอาหารเราต้องใช ้เอนไซม์ ย่อยอาหาร มาย่อยสลาย โมเลกุลของอาหารที่เรากินให้เป็นสารอาหารที่มีโมเลกุลขนาดเล็กพอที่จะดูดซึมเข้าท่อเส้นเลือดผ่านผนังลำไส้
เล็กไปยังส่วนต่างๆทั่วร่างกาย และ เมื่อสารอาหารเข้าสู่ระบบ เส้นเลือดก็เป็นหน้าที่ของเมตาบอลิค เอนไซม์ ที่จะนำเอาสารอาหารที่เซลล์ของตัวต้องใช้ไปทำปฏิกิริยาเคมีเพื่อ เปลี่ยนเป็นพลังงานต่อไป

การผลิต เอนไซม์ย่อยอาหาร นั้นจะมากหรือน้อยเพื่อให้เพียงพอกับการย่อยสลายอาหารนั้น ก็ขึ้นกับอาหารที่เรา กินเข้าไปว่าเป็นอาหารที่มีเอนไซม์ในอาหารหรือไม่ กล่าวคือ อาหารสดจะมีเอนไซม์ในอาหาร ส่วนอาหารที่ปรุง สุกปรุงแต่ต่างๆจะไม่มีเอนไซม์ในอาหาร เพราะเอนไซม์จะเสียหายหรือหมดสภาพ ที่อุณหภูมิที่สูงกว่า 40o C ดังนั้น อาหารที่เรากินเข้าไปในแต่ละมือเป็นตัวกำหนดปริมาณของการผลิตเอนไซม์ ย่อยอาหารจากตับอ่อน เพราะถ้าเรากินอาหารสด ที่มีเอนไซม์ในอาหารก็จะสามารถย่อยสลายตัวของอาหารเองได้โดยไม่ต้องพึง เอนไซม์ ย่อยอาหารจากตับอ่อน ตับอ่อนก็ทำงานน้อยลง ตับอ่อนก็เสื่อมสภาพช้าลง หรือตามเกณฑ์อายุของมัน แต่ความจริงในการดำรง ชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบันไม่ใช่ เรากินแต่อาหารที่ปรุงสุก ปรุงแต่ ใช้ความร้อน ฉายรังสี เติมสารกันอาหารเสีย จึงทำ ให้อาหารด้อยคุณภาพลงขาดเอนไซม์ในอาหารทำ ให้เราเป็นโรคความเสื่อมของ ร่างกาย ตับอ่อน เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติกล่าวคือ ตามผลการศึกษาพบว่า ตับอ่อนเริ่มสภาพหลังอายุ 25 ปี (อ่านข้อมูลเพิ่มเรื่อง “โรคความเสื่อมของร่างกาย”)

เอนไซม์เสริมเพื่อสุขภาพ

ปัจจุบันเอนไซม์เริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขว้างมากยิ่งขึ้นในสังคมไทย มีผู้ผลิตมากมายที่ออกผลิตภัณฑ์ สินค้าที่มี เอนไซม์ มาเสนอต่อผู้บริโภค โดยให้ข้อมูลเพียง เพื่อตอบปัญหาของผู้บริโภคอย่างง่ายๆว่า สามารถรักษาอาการของโรคได้ โดยส่วนใหญ่ผู้ที่เป็นโรคความเสื่อมฯมีจำนวนมากพอสมควรในสังคมไทย บ้างก็รักษา ด้วยแพทย์แผนปัจจุบันด้วยยาปฏิชีวนะ และเคมีบำบัด บ้างก็รักษาด้วยสมุนไพรพื้นบ้าน บางคน ก็หายจากอาการของโรคด้วยวิธีรักษาด้วยสมุนไพรพื้นบ้าน แต่มีหลายโรคที่แพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถรักษา ให้หายขาดได้เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง/ต่ำ มะเร็ง และอีกหลายๆโรคซึ่งเป็นโรคที่เกิดจาก ความเสื่อม ของร่างกาย การใช้ยารักษาคือปลายเหตุ และทำได้ก็เพียง การควบคุมอาการของโรคเท่านั้นผู้ป่วยต้องกินยา ตลอดชีวิตต้องควบคุมกิจกรรม และงดกิจกรรมบางอย่าง งดอาหารบาง ประเภทที่ส่งผลให้อาการของโรคนั้น กำเริบขึ้น แล้วอย่างนี้จะเรียกว่า การรักษา หรือการดูแล หรือการควบคุมดีละ!

ยาปฏิชีวนะ ถูกออกแบบมาเพื่อการกำจัดหรือฆ่าเชื้อแบทีเรีย เชื้อไวรัส หรือเชื้อโรค บางโครงสร้างออกแบบ มาเพื่อเป็น ตัวห้ามเอนไซม์ในร่างกายไม่ให้ทำงาน และบางโครงสร้างออกแบบมาเพื่อควบคุมอาการ แต่การ รักษายังต้องปล่อย ให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง ยาไม่ได้ช่วยรักษา ร่างกายของคุณเองต่างหากที่รักษาตัวเอง คุณสังเกตง่ายๆเมื่อคุณป่วยไม่ สบายไปพบแพทย์ หลังแพทย์วินิจฉัยแล้วก็จะจ่ายยามาให้คุณโดยมีระยะเวลา เช่น 3 วัน 5 วัน 7 วัน หรือเป็นเดือน ระยะเวลาที่แพทย์ให้ไว้นั้นก็เพราะ แพทย์ต้องให้เวลาร่างกายฟื้นฟูรักษา ตัวเอง ยาเป็นเพียงตัวช่วยร่างกายเท่านั้น นั่นเป็น เพราะร่างกายของมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอมากคุณจึงถูกภัย จากเชื้อโรคภายนอกเข้าโจมตี

เอ็นไซม์ที่ใช้เป็น “เอนไซม์เสริม” นั้น ปัจจุบันได้มาจากพืช ส่วนเอนไซม์จากสัตว์นั้นปัจจุบันไม่ใช้กันเนื่อง ด้วยจากการ เลี้ยงสัตว์และมีผลข้างเคียงต่อมนุษย์ เอนไซม์ที่นำมาผลิตเป็น “เอนไซม์เสริม” นั้นได้มาจาก จุลินทรีย์ในพืชโดยผ่านขบวนการหมัก จึงทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ในตลาดมากมายเช่น น้ำหมักชีวภาพ หรือน้ำ หมักเอนไซม์ เอนไซม์ชนิดผงบรรจุซอง เอนไซม์ชนิดผงบรรจุในแคปซูล เป็นต้น


อ่านเรื่องเอ็นไซม์ต่อนะค่ะ >> | 1 | 2 |

<กลับหน้าแรก>


 
> สินค้าโปรโมชั่นพิเศษ
> สินค้าแนะนำออกใหม่
> การสั่งซื้อ/วิธีจัดส่งสินค้า/ชำระเงิน
> เกี่ยวกับไบร์ท-ไบโอติค
> ผลิตภัณฑ์ไบร์ท-ไบโอติค
 



 

รายการสินค้า


> เสริมอาหารโปรไบโอติคเอ็นไซม์


> เครื่องบำรุงผิวจากธรรมชาต


>ผลิตภัณฑ์ชีวภาพเพื่อสุขภาพผิว


> ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมชีวภาพ


> ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว


> น้ำมันหอมระเหยเพื่อการบำบัด


> เครื่องสร้างน้ำดื่มเพื่อสุขภาพ

 

 

ข่าวสาร กิจกรรม บทความต่างๆ

 


 

ลิงค์ข้อมูลสาธารณะ

 


 

ลิงค์เพื่อนบ้านต่างๆ

 
ตรวจสอบสถานะ EMS
 
 
 
 
 
 
 
 
 
| หน้าแรก | ผลิตภัณฑ์ไบร์ท-ไบโอติค | นโยบายเพื่อลูกค้าคนสำคัญ | สั่งซื้อสินค้าอย่างมั่นใจ | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อเรา |แผนที่เว็บไซต์

  Yahoo bot last visit powered by MyPagerank.Net   

   
 
Copyright 2012 by BRIGHT-BIOTIC
Facebook ติดตามข่าว Twitter: @bright-biotic Internet Phone @ Bright-biotic