กลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยจะส่งผลต่อร่างกาย ซึ่งช่วยบำบัดอาการผิดปกติต่างๆได้เนื่องจาก
กลิ่นของน้ำมันหอม ระเหยจะช่วยกระตุ้นให้สมองทำการหลั่งสารเอ็นโดฟินที่ช่วยลดความเจ็บปวด
สาร้อนเซปฟาลีนที่ทำให้อารมณ์ดีและ สารเซโรโทนินที่ช่วยให้ร่างกายรู้สึกสงบเยือกเย็น และผ่อน
คลายลงได้ และเนื่องจากน้ำมันหอมระเหยส่วนใหญ่จะ มีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรียและไวรัส
บางชนิดมีฤทธิ์เป็นยากระตุ้นหรือยานอนหลับ กลิ่นหอมจึงถูกนำมาใช้กัน อย่างแพร่หลายซึ่งอยู่ในรูป
ของการใช้กลิ่นหอม และปัจจุบันให้นิยามว่า “อะโรมาเทอราปี (Aromatherapy) หรือ สุวคนธบำบัด”
อะโรมาเทอราปี คืออะไร?
คือการบำบัดด้วยอากาศ ซึ่งรวมไปถึงการบำบัดรักษาด้วยการใช้กลิ่นหรือเครื่องหอม
การเดินทางของกลิ่นเพื่อสร้างความหมายและจินตนาการให้กับมนุษย์ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที
เท่านั้นโดยอวัยวะ ที่เรียกว่า “จมูก” ซึ่งจะต้องจัดการกับอากาศในปริมาณถึง 500 ลูกบาค์กฟุตหรือ
ราวห้องขนาดย่อมๆห้องหนึ่ง ทั้งในแง่ของการปรับและกรองแล้วจมูกยังรับงานสำคัญอันเป็น 1 ใน 5
ของการรับรู้ของมนุษย์ คือ กลิ่นอีกด้วยถึงแม้การรับรู้กลิ่นของมนุษย์จะไม่มีความหมายของการใช้
ชีวิตเหมือนในสัตว์ก็ตาม
จากทฤษฏีทางการแพทย์ได้บ่งบอกถึงการรับรู้กลิ่นของมนุษย์ว่า เมื่อมนุษย์สูดลมหายใจเข้าไปใน
โพรงจมูก ถ้าเป็นอากาศธรรมดาๆก็จะล่วงเลยเข้าไปในหลอดลม แต่หากมีกลิ่นใดกลิ่นหนึ่งลอยปะปน
เข้ามาด้วย กลิ่นนั้นก็จะระเหยขึ้นไปที่แถบรับกลิ่นซึ่งมีลักษณะเป็นเนื้อเยือสีน้ำตาลแกมเหลืองอยู่ที่
ส่วนบนของโพรงจมูก เรียกว่า alfactory bulb พื้นที่ เล็กๆเพียง 2.5 ตารางเซนติเมตรในโพรงจมูก
ส่วนบนที่อัดแน่นไปด้วยเซลล์ประสาทรับกลิ่นถึงกว่า 50 ล้านเซลล์ แต่ละเซลล์ยังมีขน (cilia) รับ
ความรู้สึกพุ่งอกมาเป็นจำนวน 6-8 เส้น เมื่อเซลล์รับกลิ่นไว้แล้วจะส่งต่อไปยังเซลล์ปลายประสาท
รับกลิ่น ซึ่งมีลักษณะเล็กเรียวยาว คล้ายขนเล็กๆ จากนั้นมันจะถูกกระตุ้นและกลิ่นก็จะแปลสภาพเป็น
ประจุบวก ประจุลบ หรือกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ แล้วส่งจากปลายประสาทรับกลิ่นนี้ไปยังสมอง
จากทฤษฏีข้างต้นจึงได้ทราบว่า อะไรก็ตามที่มีกลิ่น จะกระจ่ายโมเลกุลของตัวเองออกมาและน่า
เชื่อว่าแถบรับกลิ่นที่ โพรงจมูกนั้นจะสามารถบอกข้อแตกต่างของขนาดและรูปร่างของโมเลกุลที่
ต่างชนิดกันได้ และข้อแตกต่างนี้เองจะถูก ลงทะเบียนบันทึกเอาไว้ก่อนที่เซลล์รับกลิ่นจะส่งกระแส
ไฟฟ้าอ่อนๆค่าหนึ่งไปยังสมอง และสมองก็รู้ได้ว่า “ค่านั้น” คือกลิ่นอะไร มีความหมายอย่างไร และ
ควรทำอย่างไรต่อไป
จากการวิจัยในเชิงจิตวิทยาและการทำงานของเซลล์ประสาทรับกลิ่นที่จะส่งสัญญาณไปยังสมอง
ยังค้นพบอีกว่ามีตัวกระตุ้นกลิ่นพื้นฐานที่แตกต่างกันไม่เกินสิบอย่างเท่านั้น และที่สำคัญไปกว่านั้น
ก็คือ ตัวกระตุ้นกลิ่นพื้นฐานดังกล่าวก็จะให้ความหมายพื้นฐานและถูกบันทึกเอาไว้ในสมองของคน
ทั่วไปอีกด้วยข้อมูลนี้เองทำให้บางทฤษฏีเชื่อว่า มีความเป็นไปได้สูงมากทีเดียวที่กลไกการทำงาน
ในสมองของคนเราจะมีกลิ่นที่เป็นกลิ่นหลักแบบเดียวกันกับแม่สีอยู่ไม่กี่กลิ่น และสมองก็อาจทำ
หน้าที่เหมือนจานผสมสีผสมกลิ่นต่างๆขึ้นมานั่นเอง
อาศัยกลไกการทำงานอันละเอียดอ่อนซับซอนทั้งในแง่การรับรู้และความทรงจำอันเป็นเลิศของ
มนุษย์ บวกกับคุณสมบัติเฉพาะตัวของกลิ่นแต่ละกลิ่นนี่เอง วงการน้ำหอมจึงได้จัดแบ่งและกำหนด
กลุ่มกลิ่นพื้นฐานที่มีความหมายและ สร้างอารมณ์ความรู้สึกให้มนุษย์ขึ้นมา
ในโลกของกลิ่นจึงมีกลิ่นพื้นฐานที่ “คนทั่วไป” รู้สึกค่อนข้างจะตรงกันว่ามีความหมายใดอยู่
5 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ กลิ่นโรแมนติก กลิ่นแห่งความหยิ่งทะนง กลิ่นแห่งความลึกลับ ชวนค้นหา กลิ่นของพลังอิสระ และกลิ่นของความเสน่หา กล่าวกันว่ากลิ่นพื้นฐานทั้ง 5 กลิ่นนี้ล้วนปะปน
ผสมผสานอยู่ในกลิ่นหอมนับหมื่นนับแสนกลิ่นในโลกนี้